ต่อมา เมื่อ 15 ปีที่แล้ว รศ.ดร.สนั่น จอกลอย ได้นำพืช Jerusalem Artichoke ไปศึกษาวิจัยที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นและมีการตั้งชื่อภาษาไทยขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เนื่องจากเหตุผลการที่มีถิ่นกำเนิดในเขตหนาวเย็น แต่ปลูกในแถบร้อนได้ดี มีความสามารถปรับตัวได้ดีกับสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกันมาก มีความแข็งแกร่งทนทาน จึงให้ชื่อนำหน้าพืชนี้ว่า “แก่น” และเป็นพืชที่ใกล้ชิดกับทานตะวัน จึงให้ชื่อพืชชนิดใหม่นี้ว่า “แก่นตะวัน” พืชนี้จัดเป็นพืชหัว พืชอาหารเพื่อสุขภาพ พืชสมุนไพรสัตว์ พืชพลังงานทดแทน และพืชเพื่อการท่องเที่ยว
สำหรับประเทศไทยได้มีการนำมาปลูกบนสถานีเกษตรหลวงปางดะ มูลนิธิโครงการหลวง จ.เชียงใหม่ จะเห็นได้ว่าเป็นพืชที่ให้ผลผลิตสูง และมีต้นทุนในการปลูกและการดูแลรักษาน้อย แม้ในบางพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ นอกจากนั้นยังสามารถนำหัวมาปลูกเป็นเป็นแปลงไม้ดอกประดับ เพื่อเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ หัวที่ได้เมื่อต้นแก่แล้วสามารถนำหัวมาใช้ประโยชน์ในการเป็นอาหารของคนเราได้หลายอย่าง เนื่องจากในหัวของ Jerusalem Artichoke อุดมไปด้วยไวตามินบี เหล็ก และแคลเซียมสูง ซึ่งถือได้ว่าเป็นอาหารเสริมสุขภาพได้ชนิดหนึ่ง
หัวแก่นตะวัน พืชชนิดนี้มีคาร์โบไฮเดรตซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในรูป inulin โดยเป็น polymer ของ fructose จึงมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้นำหัวพืชชนิดนี้มาบริโภค นอกจากนี้ในหัวยังสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต inulinซึ่งจะพบในหัวพืชชนิดนี้มากถึง 16-39 เปอร์เซ็นต์โดย inulin จะใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำเชื่อมฟรุคโตสเข้มข้น เพื่อใช้เป็นสารให้ความหวานในอุตสาหกรรมอาหาร และยังพบว่า การเสริมสารสกัดของพืชชนิดนี้ในอาหารสัตว์ เช่น สุกร, สุนัข จะช่วยลดปริมาณแอมโมเนียในระบบทางเดินอาหารและในสิ่งขับถ่าย ทำให้ลดปริมาณสารที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นในสิ่งขับถ่าย
การนำมาใช้ประโยชน์ของแก่นตะวัน
แก่นตะวัน ใช้เป็นอาหารประเภทหลักผัก หัวสดมีรสชาติคล้ายแห้ว นำมาประกอบอาหารคาว หวาน ได้หลายชนิด หัวเป็นแหล่งสะสมของอินนูลิน (inulin) ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลฟลุ๊กโต้สทีต่อกันเป็นโมเลกุลยาว เมื่อเก็บหัวแก่นตะวันไว้ในห้องเย็นจะทำให้หัวแก่นตะวันมีความหวานมากขึ้น “อินนูลิน” มีคุณสมบัติช่วยเจริญอาหาร กระตุ้นการหลั่งของน้ำดี ขับปัสสาวะ ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวาน ลดไขมันในเลือด ลดความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดและโรคหัวใจ สร้างภูมิคุ้มกันโรค อินนูลิน เป็นสารเยื่อไยอาหาร ไม่ถูกย่อยในกระเพาะ และลำไส้เล็ก จึงอยู่ในระบบทางเดินอาหารเป็นเวลานาน ทำให้ไม่มีความรู้สึกหิว กินอาหารได้น้อยลงจึงช่วยลดความอ้วนได้ จึงนับว่าเป็นพืชอาหารเพื่อสุขภาพ
หัวแก่นตะวัน ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตแอลกอฮอล์ ผลผลิตหัวสด 1ตัน สามารถผลิต เอทานอลได้ 80-100 ลิตร นำไปผสมเบนซิน เพื่อผลิตแก๊ซโซฮอล์ จึงจัดเป็นพืชพลังงานทดแทน
แก่นตะวันจะมีดอกบานเมื่ออายุประมาณ 60 วัน และทั้งแปลงปลูกจะมีต้นออกดอกประมาณ 2 เดือน ดอกมีสีเหลืองคล้ายบัวตอง มีความสวยงามไม่แพ้ทุ่งบัวตอง หรือทุ่งทานตะวันเลยทีเดียว จึงนับได้ว่าเป็นพืชเพื่อการท่องเที่ยวได้อีกชนิดหนึ่ง
อีกเรื่องราวหนึ่งประโยชน์ของแก่นตะวัน
“ในบรรดาพืชอาหารช่วยลดความอ้วนที่คนไทยรู้จักกัน ไม่ว่าจะเป็นหัวบุก เม็ดแมงลัก หญ้าหมาน้อย เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว คุณสมบัติสู้แก่นตะวันไม่ได้เลย” ดร.ครรชิต จุดประสงค์ นักวิชาการประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล สรุปผลการวิจัยถึงคุณประโยชน์ของ “แก่นตะวัน” พืชตัวใหม่ที่คนไทยเพิ่งรู้จักมา 4-5 ปีนี่เอง พืชชนิดนี้คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จัก ไม่คุ้นชื่อ เพราะไม่ใช่พืชประจำถิ่นของประเทศไทย เป็นพืชล้มลุกสูงประมาณ 1.5-2.0 เมตร มีขนคล้ายหนามกระจายทั่วลำต้น ใบคล้ายต้นสาบ มีดอกสีเหลืองคล้ายดอกบัวตอง…มีหัวเป็นเหง้าอยู่ใต้ดินคล้ายขิง ข่า รสชาติหวานมันคล้ายมันแกวแต่มีความกรุบกรอบเหมือนฝรั่งคุณประโยชน์มีรอบด้าน
นอกจากจะสามารถปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ ขุดเหง้าหัวขึ้นมาขายทำเงินได้แล้ว ยังมีดอกที่สวยงาม สามารถสร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยว แบบเดียวกับทุ่งทานตะวัน ทุ่งดอกบัวตองได้อีกต่างหาก แต่เนื่องจากเป็นพืชชนิดใหม่ ที่ผ่านการพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะกับสภาพอากาศในบ้านเรา
คุณสมบัติในด้านโภชนาการ ช่วยลดความอ้วน จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่…ทางสถาบันวิจัยโภชนการ มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ดร.ครรชิต จุดประสงค์ จึงเข้ามารับหน้าที่ศึกษาวิจัยต่อผลปรากฏว่า “แก่นตะวัน” ผ่านการปรับปรุงสายพันธุ์เป็นไทย ยังคงมีสรรพคุณช่วยลดความอ้วนได้เหมือนเดิม และยังเหนือกว่าพืชหลายชนิดที่คนไทยเคยรู้จัก “แม้แก่นตะวันจะเป็นพืชที่มีหัวอุดมไปด้วยแป้ง คาร์โบไฮเดรต เหมือนพืชมีหัวทั่วไป แต่แป้งในหัวแก่นตะวันเป็นแป้งที่ไม่ธรรมดา ไม่เหมือนแป้งในหัวมันอย่างอื่น ที่กินไปแล้วร่างกายจะย่อยสลายดูดซึมเข้าไปสะสมเป็นไขมันทำให้อ้วน เพราะแป้งในหัวแก่นตะวันมีอินนูลินและฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์ ร่างกายย่อยสลายดูดซึมไม่ได้ มันทำให้แป้งของแก่นตะวัน กลายเป็นใยอาหารที่เข้าไปช่วยทำความสะอาด เก็บกวาดของเสีย ในระบบทางเดินอาหารได้เป็นอย่างดี กินเข้าไปแล้วรู้สึกอิ่มและขับถ่ายได้ดี”
เพื่อให้เข้าใจถึงระบบการทำงานของแป้งใยอาหารของแก่นตะวันลดความอ้วนได้ อย่างไร ดร.ครรชิต อธิบายว่า สาเหตุอ้วนมาจากกินอาหารประเภทแป้งน้ำตาลเข้าไปสะสมในร่างกายเยอะมาก โดยเฉพาะบริโภคสารความหวาน “กลูโคส” จากแป้ง “ฟรุคโตส”จากผลไม้ “ซูโครส” ที่ได้จากน้ำตาลทราย…สารความหวานจากแหล่งเหล่านี้ มีโมเลกุลสั้น ร่างกายสามารถย่อยสลายดูดซึมเข้าไปสะสมในร่างกายได้ แต่ถ้าเจอสารความหวานที่เป็นโมเลกุลสั้นๆ แต่จับตัวเรียงแถวเป็นสายยาวตั้งแต่ 3-10 ตัว ที่มีชื่อเรียกว่า “ฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์…ร่างกายจะย่อยสลายไม่ได้ และถ้ายิ่งเป็นสารความหวานที่มีโมเลกุลสั้นเข้าแถวเรียงตัวกันเป็นสายยาว 10-60 ตัว มีชื่อเฉพาะเรียกว่า “อินนูลิน” ร่างกายของคนเรายิ่งจะดูดซึมได้ยากเข้าไปใหญ่ และยังจะเป็นใยอาหารชั้นดีที่ช่วยกวาดล้าง สารพิษ สิ่งแปลกปลอม สารก่อมะเร็งที่เรากินเข้าไปและตกค้างในระบบทางเดินอาหาร ให้ถูกขับถ่ายออกไปได้เป็นอย่างดีมีผลช่วยบรรเทาอาการท้องผูก และลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้ ถ้าคุณสมบัติมีแค่นี้ เป็นแค่ใยอาหาร ดร.ครรชิต บอกว่า แก่นตะวันแทบจะไม่มีอะไรดีเด่น น่าสนใจสักเท่าไร เพราะจะไม่ต่างอะไร กับหัวบุก เม็ดแมงลัก และหญ้าหมาน้อย ที่คนไทยรู้จักกัน…แต่แก่นตะวันมีคุณสมบัติมากกว่านั้น และเป็นอะไรที่พืชลดความอ้วนอย่างอื่นไม่มี “เพราะหลังจากถูกกัดเคี้ยวกลืนให้เข้าไปอยู่ในกระเพาะ และไปย่อยสลายให้ร่างกายดูดซึมในลำไส้เล็กจนกลายเป็นใยอาหารแล้วถูกบีบให้ ไหลขับ เคลื่อนไปสู่ลำไส้ใหญ่ เตรียมขับถ่ายเป็นอุจจาระ มาถึงขั้นนี้ ถ้าเป็นพืชใยอาหารลดความอ้วนอย่างอื่น หน้าที่และประโยชน์ของมันจะหมดและจบลงเพียงแค่นี้
แต่แก่นตะวันนั้น มาถึงลำไส้ใหญ่มันยังมีฤทธิ์ มีประสิทธิภาพทำงานให้กับร่างกายได้อีก”เนื่องจากปกติลำไส้ของคนเราจะมีภาวะเป็นด่าง มีค่า pH7-8 เป็นภาวะที่แบคทีเรียไม่ดี แบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคเจริญเติบโตได้ดี แต่พอกากใยอาหารของแก่นตะวันตกมาถึงลำไส้ใหญ่ สิ่งมหัศจรรย์ก็ได้เกิดขึ้น…ทำให้ภาวะลำไส้ใหญ่ที่เป็นด่างจะกลายเป็นกรด อย่างอ่อน มีค่า pH อยู่ที่ 3-5 ดร.ครรชิต อธิบายว่า ภาวะอย่างนี้มีผลดีต่อร่างกาย การเป็นกรดอย่างอ่อนจะช่วยทำลยแบคทีเรียก่อให้เกิดโรคล้มหายตายจากไปแล้ว ยังจะทำให้จุลินทรีย์ที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แลคโตบาซิลลัส (Lactabacillus) ไบฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacterium) เจริญเติบโตได้ดี
นอกจากจะส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้นแล้ว สิ่งที่พิเศษสุดๆ แก่นตะวันยังช่วยให้ลำไส้ใหญ่สามารถดูดซึมแร่ธาตุสำคัญจำพวก แคลเซียมและเหล็ก จากกากอาหารได้อีกด้วย ดูดซึมได้ถึง 2 ครั้ง ทั้งในลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ จากที่ปกติดูดซึมได้เฉพาะที่ลำไส้เล็กเท่านั้นเอง นี่แหละความมหัศจรรย์ของแก่นตะวัน…ที่พืชลดความอ้วนชนิดอื่นไม่มี และเหนืออื่นใด…ยังเป็นพืชปลูกง่ายให้หัวเร็ว ปลูก 3-4 เดือน ดอกบานแล้วโรย ถอนต้นขุดราก ล้างเหง้าให้สะอาด หักกัดกินดิบๆ สดๆ…ไม่ต้องปอกผิวออก ก็ยังกินได้กินไม่หมด เก็บใส่ตู้เย็น จะเก็บไว้กินดิบๆ เอาไว้ทำกับข้าว ต้มผัดแกงทอด หรือเอาไว้ทำพันธุ์ปลูกต่อก็ยังได้ ในขณะที่หัวบุก เม็ดแมงลัก หญ้าหมาน้อย…ทำอย่างนี้ไม่ได้ ต้องยุ่งยากทำให้สุกก่อนถึงจะโซ้ยลดอ้วนได้ แก่นตะวัน…ปลูกเอง ขุดเอง กินเองได้ ลดอ้วนแบบพอเพียงไม่ต้องพึ่งใคร.
สรุปได้ว่าประโยชน์ของแก่นตะวัน มีดังนี้
หัวของแก่นตะวันมีสารสำคัญ ชื่อ อินนูลิน ซึ่งเป็นน้ำตาลเชิงซ้อน ทำให้แก่นตะวันเป็นอาหารที่มีสารเส้นใยสูง และเนื่องจากในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กของคนไม่มีเอ็มไซม์ย่อยน้ำตาลในอินนูลิน จึงทำให้ไม่ถูกย่อยแต่ผ่านไปสู่ลำไส้ใหญ่ แล้วเป็นอาหารของแบคทีเรียกลุ่มที่เป็นประโยชน์ที่นั่น ทำให้แบคที่เรียที่ดีแบ่งตัวเพิ่มมากขึ้น มากกว่าแบคทีเรียที่ไม่ดีที่มีส่วนทำให้เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ จึงเป็นการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่
อีกทั้งแก่นตะวันมีใยอาหารมาก ช่วยให้ท้องไม่ผูก ขับถ่ายง่าย อุจจาระไม่มีกลิ่น และช่วยในการควบคุมอาหารสำหรับคนต้องการลดน้ำหนัก เพราะทานแล้วอิ่ม ส่วนอินนูลินช่วยป้องกันเบาหวานได้ด้วยแก่นตะวันทานสดได้จะมีลักษณะกรอบคล้ายแห้วอ่อน หากทานสุกจะคล้ายๆมันฝรั่ง ใช้ทำอาหารได้หลายอย่าง เช่น ส้มตำ ยำ ผัด แกง ซุป ฯลฯ








ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น