วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ผลการวิจัยแก่นตะวัน

ไม่เพียงแต่กระแสของความสนใจในเรื่องการรักษ์สุขภาพของประชาทั่วไปและการคุมน้ำหนักของผู้หญิงเท่านั้น กระแสของการป้องกันและการรักษาโรคอ้วนและเบาหวาน กลับจะทวีความสำคัญและสามารถสร้างสังคมบริโภคในยุคดิจิทอลของคนสมัยใหม่ได้ บางท่านอาจจะเคยได้ยินการเลือกบริโภคอาหารชนิดแป้งและน้ำตาลต่ำ (โลว์คาร์บ) หรืออาหารที่ปราศจากแป้งและน้ำตาล (โนคาร์บ) ที่จะให้ผลดีต่อสุขภาพของผู้บริโภคโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชากรที่ป่วยด้วยโรคอ้วนและเบาหวานที่จะต้องรับประทานยาเป็นกิจวัตร ซึ่งคงจะไม่สามารถรื่นรมย์ต่อชีวิตได้ปกติสุขอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี พืชเยรูซาเล็มอาร์ทิโช้ค หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ แก่นตะวัน เป็นพืชหัวชนิดหนึ่งที่อยู่ในตระกูลเดียวกับทานตะวัน กลับเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรตชั้นเลิศ ชนิดที่ไม่ย่อยสลายได้ด้วยเอนไซม์ในร่างกายของมนุษย์อย่างแป้งและน้ำตาลโดยทั่วไป จึงไม่จัดเป็นแหล่งพลังงานหลักและไม่เพิ่มปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือด สามารถนำไปใช้เป็นสารผสมอาหารในอาหารแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหารทั่ว ๆ ไปที่ใช้บริโภคในชีวิตประจำวัน

      แก่นตะวัน มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Helianthus tuberosus เป็นพืชชนิดหนึ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ในอนาคต เป็นพืชที่มีการสะสมอินูลินในหัวใต้ดินมากถึงร้อยละ 14-19 ของน้ำหนักหัวสด อินูลินเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบทางเดินอาหาร นอกจากการบริโภคสดโดยตรงและใช้ในการปรุงอาหารคาวหวานได้แล้ว การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากแก่นตะวันเชิงอุตสาหกรรม ได้แก่ แป้งแก่นตะวัน แป้งอินูลิน และน้ำเชื่อมฟรุกโทส/อินูโลโอลิโกแซ็กคาไรด์ จะเป็นการแปรรูปและการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์ เพื่อทดแทนหรือลดปริมาณการนำเข้าผลิตภัณฑ์แก่นตะวันจากต่างประเทศได้ สำหรับการผลิตฟรุกโทส/อินูโลโอลิโกแซ็กคาไรด์จากแก่นตะวัน สามารถผลิตได้โดยอาศัยการทำงานของเอนไซม์อินูลิเนสและอินเวอร์เทส โดยการย่อยสลายอินูลินให้ได้เป็นฟรุกโทส/อินูโลโอลิโก แซ็กคาไรด์ จึงเป็นทางเลือกของการผลิตผลิตภัณฑ์น้ำตาลฟรุกโทสและอินูโลโอลิโกแซ็กคาไรด์แทนสารให้ความหวานอย่างน้ำตาลทรายที่บริโภคกันอยู่ในปัจจุบัน

      ในปี พ.ศ. 2550 ได้มีการแยกและคัดเลือกจุลินทรีย์จากหัวแก่นตะวัน ได้แก่ ยีสต์ Candida guilliermondii TISTR 5844 และเชื้อรา Aspergillus niger TISTR 3570 ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีอัตราการเจริญและอัตราการผลิตเอนไซม์อินูลิเนสและอินเวอร์เทสที่ดี สามารถใช้เป็นแหล่งของเอนไซม์ อินูลิเนสในกรรมวิธีของการผลิตน้ำตาลผสมฟรุกโทสและอินูโลโอลิโกแซ็กคาไรด์ได้ดี โดยไม่จำเป็นต้องใช้เอนไซม์อินูลิเนสทางการค้า สำหรับประโยชน์ของอินูลินและอินูโลโอลิโก แซ็กคาไรด์จัดเป็นสารพรีไบโอติก ที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์ในลำไส้ใหญ่กลุ่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ได้แก่ Lactobacillus และ Bifidobacterium โดยจุลินทรีย์จะปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยสารพรีไบโอติกดังกล่าวได้เป็นกรดไขมันสายสั้น ส่งผลให้ลำไส้ใหญ่มีสภาพเป็นกรด ซึ่งส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ทั้งยังทำให้จุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายซึ่งมักจะก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินอาหารถูกทำลายไปด้วย นอกจากนี้ อินูลินและอินูโลโอลิโกแซ็กคาไรด์ยังมีสมบัติ ในการป้องกันการเกาะตัวของอาหาร คือ มีความสามารถในการดูดซึมความชื้นได้ดี จึงสามารถนำมาใช้ปรับปรุงเนื้อสัมผัสของอาหารไขมันต่ำ (ใช้ทดแทนไขมัน) ให้มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่งสามารถใช้เป็นสารผสมอาหารของผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และนมที่ต้องการลดปริมาณไขมันลงได้

      อย่างไรก็ตาม การแปรรูปผลิตภัณฑ์แก่นตะวันข้างต้น ยังคงจัดอยู่ในกลุ่มของอาหารสุขภาพพื้นฐานทั่วไป ยังไม่ใช่สารผสมอาหารชนิดโลว์คาร์ที่ปราศจากแป้งและน้ำตาล เพื่อตอบสนองความต้องการของการแก้ปัญหาโรคอ้วนและโรคเบาหวานที่สำคัญยิ่งกว่า ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สามารถพัฒนากรรมวิธีการเตรียมอินูลินสายสั้นและสายยาวที่ปราศจากน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวและโมเลกุลคู่ได้แล้ว ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์อินูลินเพียงชนิดเดียวในท้องตลาด ที่มีการจำหน่ายอยู่ที่สามารถนำไปใช้ในอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคอ้วนได้ ที่สามารถแสดงบทบาทของการเป็นพรีไบโอติกและใยอาหาร ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่โดดเด่นของพืชเยรูซาเล็มได้อย่างเต็มที่ยิ่งกว่าในอดีตที่ผ่านมา การเพิ่มบทบาทของการเป็นสารให้ความหวานจากธรรมชาติ สามารถกระทำได้โดยการปรุงแต่งด้วยน้ำตาลชนิดหลายโมเลกุลที่ผลิตได้จากน้ำตาลทราย ที่มีชื่อเรียกว่า น้ำตาลโอลิโกฟรุกโทส ซึ่งร่างกายของมนุษย์ไม่สามารถย่อยสลายได้จึงไม่ใช่แหล่งของพลังงานเช่นเดียวกัน แต่กลับสนับสนุนการเจริญของจุลินทรีย์กลุ่มพรอไบโอติกที่เอื้ออำนวยต่อระบบนิเวศในลำไส้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี

      ทีมวิจัยชุดใหญ่ของการใช้ประโยชน์จากพืชเยรูซาเล็มอาร์ทิโช้ค/แก่นตะวัน ประกอบด้วยทีมปลูกและปรับปรุงพันธุ์เพื่อเพิ่มผลผลิต (นายประภาส ช่างเหล็ก/02-5796959/สถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบนิเวศเกษตร) ทีมแปรรูปอาหารพร้อมบริโภค (ดร.เกศศิณี ตระกูลทิวากร/02-9428629-35/สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร) ทีมแปรรูปผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเกษตร (รศ.ดร.สาโรจน์ ศิริศันสนียกุล/02-5625086/คณะอุตสาหกรรมเกษตร) และทีมการผลิตเยื่อและกระดาษจากต้นแก่นตะวันเพื่องานหัตถกรรมและบรรจุภัณฑ์ (นายวุฒินันท์ คงทัด/02-9428600-3 ต่อ 501/สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร) นอกจากนี้ยังมีทีมสัตวบาลที่ใช้ประโยชน์จากเปลือกและกากเหลือทิ้งหลังการสกัดอินูลินในอาหารสัตว์ (รศ.ดร.ชัยภูมิ บัญชาศักดิ์ /02-5791120/ คณะเกษตร) จึงเห็นได้ว่าพืชเยรูซาเล็มอาร์ทิโช้คนี้มีคุณประโยชน์มาก ที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของมนุษย์ ไม่ควรมองข้ามอเนกประโยชน์ของพืชชนิดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการรักษาสุขภาพโดยรวม ความงาม และแก้ปัญหาโรคอ้วนและเบาหวานตามหลักการของการบริโภคอาหารปราศจากแป้งและน้ำตาล ซึ่งนายแพทย์ ดร.วิศาล เยาวพงศ์ศิริ ได้รณรงค์มาก่อนหน้าแล้วในอดีต อานิสงส์นี้เพิ่งจะเกิดขึ้นอย่างจริงจังได้เมื่อพืชแก่นตะวันได้อุบัติขึ้นในประเทศไทยและเป็นที่รู้จักและกล่าวขานกันทั่วไปในปัจจุบัน

      สถานภาพปัจจุบันของชุดโครงการวิจัยนี้ ได้แสดงศักยภาพถึงความพร้อมในการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชนเชิงประจักษ์ได้แล้ว เนื่องจากได้มีการจดสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร และความลับทางการค้าเอาไว้ และกำลังเข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะทางธุรกิจ และการเจรจากับผู้ประกอบการ เพื่อก้าวเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตเชิงพาณิชย์ต่อไป ทั้งนี้ความสำเร็จของผลงานวิจัยเชิง ประยุกต์นี้ นอกเหนือจากการสนับสนุนทุนอุดหนุนวิจัยของสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ภายใต้การกำกับของสภาวิจัยแห่งชาติแล้ว การที่รัฐบาลได้สนับสนุนโครงการมหาวิทยาลัยแห่งชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นมา ทำให้มหาวิทยาลัยสามารถพัฒนาสร้างองค์กรสถาบันวิทยาการขั้นสูงแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งศูนย์วิทยาการขั้นสูงด้านทรัพยากรธรรมชาติเขตร้อนที่อยู่ภายใต้การอำนวยการดังกล่าว สามารถสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ระดับบัณฑิตศึกษาทั้งปริญญาโทและปริญญาเอกจำนวนมาก ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยวิจัยของคณาจารย์นักวิจัยทั้งหลายที่เป็นสมาชิก จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดกลไกในการผลักดันผลงานวิจัยเชิงวิชาการที่นำเสนอเป็นผลงานตีพิมพ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศในปริมาณที่เพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานวิจัยเชิงประจักษ์สู่ภาคอุตสาหกรรมของพืชเยรูซาเล็มอาร์ทิโช้ค/แก่นตะวันนี้ ก็ย่อมชี้ให้เห็นเด่นชัดถึงความสำเร็จที่เป็นผลพวงจากนโยบายมหาวิทยาลัยแห่งชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงควรตระหนักถึงความสำคัญที่รัฐบาลและภาครัฐจะต้องให้ความสนับสนุนอย่างจริงจังอย่างต่อเนื่องต่อไป คาดได้ว่าประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศเทคโนโลยีก้าวหน้าของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างแน่นอน สามารถเตรียมพร้อมเข้าสู่ยุคสมัยของประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. 2558 ได้อย่างเต็มความภาคภูมิ

รูปที่ 1 การปลูกและการใช้ประโยชน์จากพืชแก่นตะวันเชิงเศรษฐศาสตร์

 
รูปที่ 2 การผลิตฟรุกโทส/อินูโล-โอลิโกแซ็กคาไรด์จาก “แก่นตะวัน/Jerusalem artichoke”


Center for Advanced Studies in Tropical Natural Resources
Faculty of Forestry, Kasetsart University
50 Ngam Wong Wan Rd, Ladyaow Chatuchak Bangkok 10900
Tel. 02-579-0170 ext. 604 , Direct line.1414 ext. 604
ศูนย์วิทยาการขั้นสูงด้านทรัพยากรธรรมชาติเขตร้อน
คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
50 ถนนงามวงศ์วาน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ 02-579-0170 ต่อ 604 เบอร์โทรภายใน 1414 ต่อ 604
เลขที่ 50 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ 02-579-8922 ,โทรสาร 02-579-1170 ,เบอร์โทรภายใน 1937 ต่อ 224 (สถาบันวิทยาการขั้นสูง

วิธีทานแก่นตะวัน

ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานแก่นตะวันยังไม่มีการกำหนดอย่างแน่ชัด คงเป็นเรื่องของปริมาณสารสำคัญ สารออกฤทธิ์ที่ต้องการ และขึ้นกับความชอบในการรับประทานของแต่ละบุคคล

เนื่องจากการทานสดไม่ว่าจะปอกเปลือกหรือไม่ปอก แก่นตะวันก็จะมีเนื้อที่ค่อนข้างแข็ง เหมือนทานแห้วผสมมันแกว บางคนชอบแบบหวานกรอบ แต่สำหรับบางคนที่มีปัญหาเรื่องขบเคี้ยวอาจทำให้ทานลำบาก แต่ก็สามารถนำไปหั่นหรือปั่นได้ จากข้อมูลดังกล่าวได้แสดงให้เห็นว่า แก่นตะวันสด 100 กรัม หรือ 1 ขีด (ประมาณ3-5 หัว) ก็จะทำให้ได้อินนูลินสูง (ค่าเฉลี่ย 16.4 กรัม) ซึ่งหากนำมารวมกับใยอาหาร (4กรัม) แล้วจะทำให้ปริมาณใยอาหารทั้งหมดที่ร่างกายได้รับคือ 20.4 กรัม ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 82 ของปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวันสำหรับคนไทยที่อายุ 6 ปีขึ้นไป (สำหรับใยอาหารคือ 25 กรัม) ซึ่งจัดได้ว่าแก่นตะวันเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยใยอาหาร ที่ไม่มีไขมัน และพลังงานต่ำ (ร้อยละ 4 ของปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน)



หากผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก แนะนำให้รับประทานก่อนอาหารประมาณ 30 นาทีจะช่วยให้อิ่มท้อง จะทำให้อยากอาหารน้อยลง แต่สำหรับคนทั่วไปสามารถเลือกรับประทานได้ตามความชอบ ไม่ว่าจะทานก่อนอาหาร ระหว่างมื้อ หรือหลังอาหาร หรือเป็นของทานเล่นก็ได้



สำหรับผู้ป่วยที่มีโรคบางชนิด เช่นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต เป็นต้น ควรมีการทดสอบว่ามีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของปริมาณน้ำตาลและไขมันในเลือด รวมทั้งความดันว่ามากน้อยขนาดไหน โดยการทดลองรับประทานแต่น้อย (ประมาณ 1 หัว) แล้วสังเกตุอาการว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็ค่อยๆเพิ่มปริมาณมากขึ้นจนถึง 100 กรัม เนื่องจากแก่นตะวันมีสารที่มีบทบาทหลายด้าน บางคนอาจมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงมาก อาจให้เกิดอันตรายได้ ดังคำโบราณกล่าวไว้ว่า "ลางเนื้อชอบลางยา" คือใช้ได้ดีกับอีกคนแต่อาจไม่ดีกับอีกคน เป็นได้ อย่างไรก็ตามหากต้องการทดสอบ แนะนำให้รับประทานไปกับมื้ออาหารปกติ จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกายน้อยกว่าการทานก่อนหรือหลังอาหาร




สรุป แก่นตะวันจัดเป็นพืชอาหาร ที่รับประทานแล้วทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดีหลายด้าน เช่นช่วยในการขับถ่าย ลดไขมันและคอเลสเตอรอล ช่วยควบคุมน้ำหนัก ควบคุมระดับน้ำตาลเป็นอาหารที่ดีต่อจุลินทรีย์ในลำไส้ใหญ่ (พรีไบโอติก) ช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุโดยเฉพาะแคลเซียม จากลำไส้ใหญ่เข้าสู่ร่างการก่อนปล่อยเป็นอุจจาระ สำหรับคนทั่วไปควรรับประทานแก่นตะวันเหมือนผักและผลไม้ คือทานประมาณ 1ขีดต่อวัน (3-5 หัว) จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพดังกล่าวมาแล้วข้างต้น

ประโยชน์ของแก่นตะวัน

Jerusalem Artichoke (Helianthus tuberosus) หรือ Sunchoke ชื่อที่เรียกเป็นภาษาไทย เรียกว่า แห้วบัวตอง เนื่องจากเป็นพืชตระกูลเดียวกับทานตะวัน และมีดอกสีเหลืองคล้ายดอกบัวตอง แต่มีขนาดเล็กมีหัว (tuber) รูปร่างคล้ายขิงอวบ เปลือกเป็นผิวสีน้ำตาลออ่นเนื้อในสีขาวและกรอบคล้ายแห้วเมื่อดิบ มีถิ่นกำเนิดแถบทวีปอเมริกาเหนือ และได้มีการนำมาปลูกในแถบทวีปยุโรป อย่างแพร่หลายในเขต หนาวเขตกึ่งหนาว และเขตร้อน เช่น ในประเทศอินเดีย

ต่อมา เมื่อ 15 ปีที่แล้ว รศ.ดร.สนั่น จอกลอย ได้นำพืช Jerusalem Artichoke ไปศึกษาวิจัยที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นและมีการตั้งชื่อภาษาไทยขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เนื่องจากเหตุผลการที่มีถิ่นกำเนิดในเขตหนาวเย็น แต่ปลูกในแถบร้อนได้ดี มีความสามารถปรับตัวได้ดีกับสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกันมาก มีความแข็งแกร่งทนทาน จึงให้ชื่อนำหน้าพืชนี้ว่า “แก่น” และเป็นพืชที่ใกล้ชิดกับทานตะวัน จึงให้ชื่อพืชชนิดใหม่นี้ว่า “แก่นตะวัน” พืชนี้จัดเป็นพืชหัว พืชอาหารเพื่อสุขภาพ พืชสมุนไพรสัตว์ พืชพลังงานทดแทน และพืชเพื่อการท่องเที่ยว

สำหรับประเทศไทยได้มีการนำมาปลูกบนสถานีเกษตรหลวงปางดะ มูลนิธิโครงการหลวง จ.เชียงใหม่ จะเห็นได้ว่าเป็นพืชที่ให้ผลผลิตสูง และมีต้นทุนในการปลูกและการดูแลรักษาน้อย แม้ในบางพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ นอกจากนั้นยังสามารถนำหัวมาปลูกเป็นเป็นแปลงไม้ดอกประดับ เพื่อเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ หัวที่ได้เมื่อต้นแก่แล้วสามารถนำหัวมาใช้ประโยชน์ในการเป็นอาหารของคนเราได้หลายอย่าง เนื่องจากในหัวของ Jerusalem Artichoke อุดมไปด้วยไวตามินบี เหล็ก และแคลเซียมสูง ซึ่งถือได้ว่าเป็นอาหารเสริมสุขภาพได้ชนิดหนึ่ง

หัวแก่นตะวัน พืชชนิดนี้มีคาร์โบไฮเดรตซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในรูป inulin โดยเป็น polymer ของ fructose จึงมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้นำหัวพืชชนิดนี้มาบริโภค  นอกจากนี้ในหัวยังสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต inulinซึ่งจะพบในหัวพืชชนิดนี้มากถึง 16-39 เปอร์เซ็นต์โดย inulin จะใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำเชื่อมฟรุคโตสเข้มข้น เพื่อใช้เป็นสารให้ความหวานในอุตสาหกรรมอาหาร  และยังพบว่า การเสริมสารสกัดของพืชชนิดนี้ในอาหารสัตว์ เช่น สุกร, สุนัข จะช่วยลดปริมาณแอมโมเนียในระบบทางเดินอาหารและในสิ่งขับถ่าย ทำให้ลดปริมาณสารที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นในสิ่งขับถ่าย

การนำมาใช้ประโยชน์ของแก่นตะวัน




 








แก่นตะวัน ใช้เป็นอาหารประเภทหลักผัก หัวสดมีรสชาติคล้ายแห้ว นำมาประกอบอาหารคาว หวาน ได้หลายชนิด หัวเป็นแหล่งสะสมของอินนูลิน (inulin) ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลฟลุ๊กโต้สทีต่อกันเป็นโมเลกุลยาว เมื่อเก็บหัวแก่นตะวันไว้ในห้องเย็นจะทำให้หัวแก่นตะวันมีความหวานมากขึ้น “อินนูลิน” มีคุณสมบัติช่วยเจริญอาหาร กระตุ้นการหลั่งของน้ำดี ขับปัสสาวะ ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวาน ลดไขมันในเลือด ลดความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดและโรคหัวใจ สร้างภูมิคุ้มกันโรค อินนูลิน เป็นสารเยื่อไยอาหาร ไม่ถูกย่อยในกระเพาะ และลำไส้เล็ก จึงอยู่ในระบบทางเดินอาหารเป็นเวลานาน ทำให้ไม่มีความรู้สึกหิว กินอาหารได้น้อยลงจึงช่วยลดความอ้วนได้ จึงนับว่าเป็นพืชอาหารเพื่อสุขภาพ

หัวแก่นตะวัน ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตแอลกอฮอล์ ผลผลิตหัวสด 1ตัน สามารถผลิต เอทานอลได้ 80-100 ลิตร นำไปผสมเบนซิน เพื่อผลิตแก๊ซโซฮอล์ จึงจัดเป็นพืชพลังงานทดแทน

แก่นตะวันจะมีดอกบานเมื่ออายุประมาณ 60 วัน และทั้งแปลงปลูกจะมีต้นออกดอกประมาณ 2 เดือน ดอกมีสีเหลืองคล้ายบัวตอง มีความสวยงามไม่แพ้ทุ่งบัวตอง หรือทุ่งทานตะวันเลยทีเดียว จึงนับได้ว่าเป็นพืชเพื่อการท่องเที่ยวได้อีกชนิดหนึ่ง

อีกเรื่องราวหนึ่งประโยชน์ของแก่นตะวัน


“ในบรรดาพืชอาหารช่วยลดความอ้วนที่คนไทยรู้จักกัน ไม่ว่าจะเป็นหัวบุก เม็ดแมงลัก หญ้าหมาน้อย เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว คุณสมบัติสู้แก่นตะวันไม่ได้เลย”  ดร.ครรชิต จุดประสงค์ นักวิชาการประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล สรุปผลการวิจัยถึงคุณประโยชน์ของ “แก่นตะวัน” พืชตัวใหม่ที่คนไทยเพิ่งรู้จักมา 4-5 ปีนี่เอง  พืชชนิดนี้คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จัก ไม่คุ้นชื่อ เพราะไม่ใช่พืชประจำถิ่นของประเทศไทย เป็นพืชล้มลุกสูงประมาณ 1.5-2.0 เมตร มีขนคล้ายหนามกระจายทั่วลำต้น ใบคล้ายต้นสาบ มีดอกสีเหลืองคล้ายดอกบัวตอง…มีหัวเป็นเหง้าอยู่ใต้ดินคล้ายขิง ข่า รสชาติหวานมันคล้ายมันแกวแต่มีความกรุบกรอบเหมือนฝรั่งคุณประโยชน์มีรอบด้าน

นอกจากจะสามารถปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ ขุดเหง้าหัวขึ้นมาขายทำเงินได้แล้ว ยังมีดอกที่สวยงาม สามารถสร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยว แบบเดียวกับทุ่งทานตะวัน ทุ่งดอกบัวตองได้อีกต่างหาก  แต่เนื่องจากเป็นพืชชนิดใหม่ ที่ผ่านการพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะกับสภาพอากาศในบ้านเรา

คุณสมบัติในด้านโภชนาการ ช่วยลดความอ้วน จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่…ทางสถาบันวิจัยโภชนการ มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ดร.ครรชิต จุดประสงค์ จึงเข้ามารับหน้าที่ศึกษาวิจัยต่อผลปรากฏว่า “แก่นตะวัน” ผ่านการปรับปรุงสายพันธุ์เป็นไทย ยังคงมีสรรพคุณช่วยลดความอ้วนได้เหมือนเดิม และยังเหนือกว่าพืชหลายชนิดที่คนไทยเคยรู้จัก  “แม้แก่นตะวันจะเป็นพืชที่มีหัวอุดมไปด้วยแป้ง คาร์โบไฮเดรต เหมือนพืชมีหัวทั่วไป แต่แป้งในหัวแก่นตะวันเป็นแป้งที่ไม่ธรรมดา  ไม่เหมือนแป้งในหัวมันอย่างอื่น ที่กินไปแล้วร่างกายจะย่อยสลายดูดซึมเข้าไปสะสมเป็นไขมันทำให้อ้วน  เพราะแป้งในหัวแก่นตะวันมีอินนูลินและฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์ ร่างกายย่อยสลายดูดซึมไม่ได้ มันทำให้แป้งของแก่นตะวัน  กลายเป็นใยอาหารที่เข้าไปช่วยทำความสะอาด เก็บกวาดของเสีย  ในระบบทางเดินอาหารได้เป็นอย่างดี กินเข้าไปแล้วรู้สึกอิ่มและขับถ่ายได้ดี”

เพื่อให้เข้าใจถึงระบบการทำงานของแป้งใยอาหารของแก่นตะวันลดความอ้วนได้ อย่างไร ดร.ครรชิต อธิบายว่า สาเหตุอ้วนมาจากกินอาหารประเภทแป้งน้ำตาลเข้าไปสะสมในร่างกายเยอะมาก  โดยเฉพาะบริโภคสารความหวาน “กลูโคส” จากแป้ง “ฟรุคโตส”จากผลไม้ “ซูโครส” ที่ได้จากน้ำตาลทราย…สารความหวานจากแหล่งเหล่านี้ มีโมเลกุลสั้น ร่างกายสามารถย่อยสลายดูดซึมเข้าไปสะสมในร่างกายได้ แต่ถ้าเจอสารความหวานที่เป็นโมเลกุลสั้นๆ แต่จับตัวเรียงแถวเป็นสายยาวตั้งแต่ 3-10 ตัว ที่มีชื่อเรียกว่า “ฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์…ร่างกายจะย่อยสลายไม่ได้  และถ้ายิ่งเป็นสารความหวานที่มีโมเลกุลสั้นเข้าแถวเรียงตัวกันเป็นสายยาว 10-60 ตัว มีชื่อเฉพาะเรียกว่า “อินนูลิน”  ร่างกายของคนเรายิ่งจะดูดซึมได้ยากเข้าไปใหญ่ และยังจะเป็นใยอาหารชั้นดีที่ช่วยกวาดล้าง สารพิษ สิ่งแปลกปลอม สารก่อมะเร็งที่เรากินเข้าไปและตกค้างในระบบทางเดินอาหาร ให้ถูกขับถ่ายออกไปได้เป็นอย่างดีมีผลช่วยบรรเทาอาการท้องผูก และลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้  ถ้าคุณสมบัติมีแค่นี้ เป็นแค่ใยอาหาร ดร.ครรชิต บอกว่า แก่นตะวันแทบจะไม่มีอะไรดีเด่น น่าสนใจสักเท่าไร เพราะจะไม่ต่างอะไร  กับหัวบุก เม็ดแมงลัก และหญ้าหมาน้อย ที่คนไทยรู้จักกัน…แต่แก่นตะวันมีคุณสมบัติมากกว่านั้น และเป็นอะไรที่พืชลดความอ้วนอย่างอื่นไม่มี  “เพราะหลังจากถูกกัดเคี้ยวกลืนให้เข้าไปอยู่ในกระเพาะ และไปย่อยสลายให้ร่างกายดูดซึมในลำไส้เล็กจนกลายเป็นใยอาหารแล้วถูกบีบให้ ไหลขับ เคลื่อนไปสู่ลำไส้ใหญ่ เตรียมขับถ่ายเป็นอุจจาระ  มาถึงขั้นนี้ ถ้าเป็นพืชใยอาหารลดความอ้วนอย่างอื่น หน้าที่และประโยชน์ของมันจะหมดและจบลงเพียงแค่นี้

แต่แก่นตะวันนั้น มาถึงลำไส้ใหญ่มันยังมีฤทธิ์ มีประสิทธิภาพทำงานให้กับร่างกายได้อีก”เนื่องจากปกติลำไส้ของคนเราจะมีภาวะเป็นด่าง มีค่า pH7-8  เป็นภาวะที่แบคทีเรียไม่ดี แบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคเจริญเติบโตได้ดี  แต่พอกากใยอาหารของแก่นตะวันตกมาถึงลำไส้ใหญ่ สิ่งมหัศจรรย์ก็ได้เกิดขึ้น…ทำให้ภาวะลำไส้ใหญ่ที่เป็นด่างจะกลายเป็นกรด อย่างอ่อน มีค่า pH อยู่ที่ 3-5  ดร.ครรชิต อธิบายว่า ภาวะอย่างนี้มีผลดีต่อร่างกาย การเป็นกรดอย่างอ่อนจะช่วยทำลยแบคทีเรียก่อให้เกิดโรคล้มหายตายจากไปแล้ว ยังจะทำให้จุลินทรีย์ที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แลคโตบาซิลลัส (Lactabacillus) ไบฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacterium) เจริญเติบโตได้ดี

นอกจากจะส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้นแล้ว สิ่งที่พิเศษสุดๆ แก่นตะวันยังช่วยให้ลำไส้ใหญ่สามารถดูดซึมแร่ธาตุสำคัญจำพวก แคลเซียมและเหล็ก จากกากอาหารได้อีกด้วย  ดูดซึมได้ถึง 2 ครั้ง ทั้งในลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ จากที่ปกติดูดซึมได้เฉพาะที่ลำไส้เล็กเท่านั้นเอง นี่แหละความมหัศจรรย์ของแก่นตะวัน…ที่พืชลดความอ้วนชนิดอื่นไม่มี และเหนืออื่นใด…ยังเป็นพืชปลูกง่ายให้หัวเร็ว ปลูก 3-4 เดือน ดอกบานแล้วโรย ถอนต้นขุดราก ล้างเหง้าให้สะอาด หักกัดกินดิบๆ สดๆ…ไม่ต้องปอกผิวออก ก็ยังกินได้กินไม่หมด เก็บใส่ตู้เย็น จะเก็บไว้กินดิบๆ เอาไว้ทำกับข้าว ต้มผัดแกงทอด หรือเอาไว้ทำพันธุ์ปลูกต่อก็ยังได้  ในขณะที่หัวบุก เม็ดแมงลัก หญ้าหมาน้อย…ทำอย่างนี้ไม่ได้ ต้องยุ่งยากทำให้สุกก่อนถึงจะโซ้ยลดอ้วนได้  แก่นตะวัน…ปลูกเอง ขุดเอง กินเองได้ ลดอ้วนแบบพอเพียงไม่ต้องพึ่งใคร.

สรุปได้ว่าประโยชน์ของแก่นตะวัน มีดังนี้


หัวของแก่นตะวันมีสารสำคัญ ชื่อ อินนูลิน ซึ่งเป็นน้ำตาลเชิงซ้อน ทำให้แก่นตะวันเป็นอาหารที่มีสารเส้นใยสูง และเนื่องจากในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กของคนไม่มีเอ็มไซม์ย่อยน้ำตาลในอินนูลิน จึงทำให้ไม่ถูกย่อยแต่ผ่านไปสู่ลำไส้ใหญ่ แล้วเป็นอาหารของแบคทีเรียกลุ่มที่เป็นประโยชน์ที่นั่น ทำให้แบคที่เรียที่ดีแบ่งตัวเพิ่มมากขึ้น มากกว่าแบคทีเรียที่ไม่ดีที่มีส่วนทำให้เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ จึงเป็นการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

อีกทั้งแก่นตะวันมีใยอาหารมาก ช่วยให้ท้องไม่ผูก ขับถ่ายง่าย อุจจาระไม่มีกลิ่น และช่วยในการควบคุมอาหารสำหรับคนต้องการลดน้ำหนัก เพราะทานแล้วอิ่ม ส่วนอินนูลินช่วยป้องกันเบาหวานได้ด้วยแก่นตะวันทานสดได้จะมีลักษณะกรอบคล้ายแห้วอ่อน หากทานสุกจะคล้ายๆมันฝรั่ง ใช้ทำอาหารได้หลายอย่าง เช่น ส้มตำ ยำ ผัด แกง ซุป ฯลฯ

การปลูกแก่นตะวัน




แก่นตะวัน 
เป็นพืชที่ปลูกง่าย ชอบดินร่วนปนทรายระบายน้ำดี เพราะจะลงหัวได้ง่าย หากมีน้ำขังแฉะจะทำให้หัวเน่า การปลูกสามารถปลูกได้ในฤดูฝน ในพื้นที่ไร่เหมือนกับพืชไร่ทั่วไป การปลูกในฤดูแล้งต้องมีระบบน้ำชลประทาน เช่น การปลูกหลังเก็บเกี่ยวข้าวในนาดินร่วนทรายเขตชลประทาน การปลูกโดยใช้หัวปลูกต้องตัดหัวให้เป็นท่อน ๆ ยาวท่อนละประมาณ 2- 3 เซนติเมตร บ่มหัวที่หั่นแล้วในถังมีความชื้น  จะกระตุ้นให้เกิดต้นอ่อนบนหัวท่อนพันธุ์ แล้วจึงนำไปปลูก แก่นตะวันเป็นพืชล้มลุก เพาะปลูกในเขตร้อนได้ดี มีขนคล้ายหนามกระจายทั่วลำต้น และใบ จึงต้านทานต่อแมลงได้ดี ความสูงประมาณ 1.5 - 2.0 เมตร ลักษณะหัว คล้ายหัวของขิงหรือข่า และมีดอกคล้ายดอกบัวตอง

การนำแก่นตะวันมาใช้ประโยชน์
ใช้เป็นอาหารประเภทหลักผัก หัวสดมีรสชาติคล้ายแห้ว นำมาประกอบอาหารคาว หวาน ได้หลายชนิด หัวเป็นแหล่งสะสมของอินนูลิน (inulin) ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลฟลุ๊กโต้สทีต่อกันเป็นโมเลกุลยาว เมื่อเก็บหัวแก่นตะวันไว้ในห้องเย็นจะทำให้หัวแก่นตะวันมีความหวานมากขึ้น  “อินนูลิน” มีคุณสมบัติช่วยเจริญอาหาร กระตุ้นการหลั่งของน้ำดี ขับปัสสาวะ ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวาน ลดไขมันในเลือด ลดความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดและโรคหัวใจ สร้างภูมิคุ้มกันโรค อินนูลิน เป็นสารเยื่อไยอาหาร ไม่ถูกย่อยในกระเพาะ และลำไส้เล็ก จึงอยู่ในระบบทางเดินอาหารเป็นเวลานาน ทำให้ไม่มีความรู้สึกหิว กินอาหารได้น้อยลงจึงช่วยลดความอ้วนได้ จึงนับว่าเป็นพืชอาหารเพื่อสุขภาพ

           

หัว ใช้เสริมในอาหารสัตว์ มีผลต่อการเจริญเติบโต ลดจุลินทรีย์ที่เป็นโทษในระบบทางเดินอาหาร สร้างภูมิคุ้มกัน ทำให้ลดการใช้สารปฏิชีวนะและมูลสัตว์มีกลิ่นเหม็นน้อยลง จึงถูกนำมาใช้เป็นสมุนไพรในสัตว์

หัวใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตแอลกอฮอล์ ผลผลิตหัวสด 1 ตัน สามารถผลิต เอทานอลได้ 80-100 ลิตร นำไปผสมเบนซิน เพื่อผลิตแก๊ซโซฮอล์ จึงจัดเป็นพืชพลังงานทดแทน

แก่นตะวันจะมีดอกบานเมื่ออายุประมาณ 60 วัน และทั้งแปลงปลูกจะมีต้นออกดอกประมาณ 2 เดือน ดอกมีสีเหลืองคล้ายบัวตอง มีความสวยงามไม่แพ้ทุ่งบัวตอง  หรือทุ่งทานตะวันเลยทีเดียว จึงนับได้ว่าเป็นพืชเพื่อการท่องเที่ยวได้อีกชนิดหนึ่ง

ฤดูปลูกแก่นตะวัน
ปลูกได้ทุกฤดู ต้นฤดูหรือปลายฤดูฝนในพื้นที่ไร่ ควรมีการให้น้ำฝนทิ้งช่วง และในสภาพนาให้น้ำชลประทานในฤดูแล้ง ออกดอกเมื่ออายุประมาณ 60-65 วันหลังปลูก อายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 100-140 วัน หรือสังเกตจากดอกร่วงเกือบหมด และลำต้นเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และต้นเริ่มแห้ง


พันธุ์แก่นตะวัน
หลังจากนำพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามาปลูกทดสอบจำนวน 24 สายพันธุ์ และคัดเลือกสายพันธุ์ให้บริสุทธิ์ พบว่าสายพันธุ์ KKU Ac 008 ให้ผลผลิตหัวสดสูง 2-3 ตัน /ไร่ ทั้งการปลูกในฤดูฝนและฤดูแล้ง หัวใหญ่ มีแขนงน้อย รสชาติหวานเหมาะที่จะรับประทานหัวสด และอุตสาหกรรม จึงได้แนะนำพันธุ์นี้สำหรับเกษตรไทยใช้ปลูก โดยใช้ชื่อพันธุ์แก่นตะวันพันธุ์ใหม่นี้ว่า “พันธุ์แก่นตะวัน #1”

ขั้นตอนการเตรียมดินปลูกแก่นตะวัน
1. เริ่มจากการไถครั้ง แรกและทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน เพื่อที่ตากดิน
2. ไถครั้งที่ 2 ซ้ำอีกครั้ง เพื่อพรวนดินให้ละเอียด
3. ไถครั้งที่ 3 เพื่อชักร่อง

ขั้นตอนการปลูกแก่น ตะวัน มี 2 วิธี ดังนี้
1. การปลูกโดยการหยอด
2. การปลูกโดยจากการ เพาะกล้า
1.1 วิธีการปลูกโดยการหยอดหัวพันธุ์
เมื่อ เตรียมหัวพันธุ์เสร็จแล้วนำหัวพันธุ์ไปคลุกกับยากันเชื้อราในอัตราตามที่ ระบุไว้ข้างขวดและทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที เพื่อให้ยากันเชื้อราซึมเข้าหัวพันธุ์และนำหัวพันธุ์ไปหยอดตามร่องที่ได้ เตรียมไว้ในระยะห่างระหว่างต้น  20 เซนติเมตร  หยอดลึกประมาณ  2 ข้อนิ้ว แล้วจึงกลบดินทำการรดน้ำให้ชุ่ม และต้องรดน้ำไปจนกว่าตาพันธุ์จะเริ่มมีการงอกหลังจากนั้นจึงให้น้ำวันเว้น วัน

1.2 วิธีการปลูกโดยการเพาะกล้า
วัสดุเพาะ
- แกลบเผา    100 %
- ถุงขนาด 3 * 4 นิ้ว หรืถาดเพาะ
-  ปูนแดง

ขั้นตอนการเพาะกล้าโดยถุงดำ
โดยตาพันธุ์ที่สมบูรณ์พร้อมที่จะงอกนำไปแช่หรือคลุกกับปูนแดงเพื่อฆ่าเชื้อ แล้วนำไปเพาะในกระบะเพาะชำหรือถุงที่เตรียมไว้และใช้แกลบเผากลบหัวพันธุ์หนา ประมาณ 1 เท่าของขนาดหัวพันธุ์ ภายใน 5 – 7 วัน ตาพันธุ์จะเริ่มงอก ทำการดูแลรักษาโดยการให้น้ำตามปกติจนต้นกล้ามีอายุ10 – 15  วันจึงย้ายต้นกล้าไปแปลงปลูก

ขั้นตอนการเพาะต้นกล้าโดยถาดเพาะ

1.นำหัวพันธุ์ที่เตรียมไว้ไปบ่มในความเย็นที่อุณหภูมิ 5 องศา เป็นเวลา 20 วัน เพื่อเร่งตาพันธุ์
2.จากนั้นนำหัวพันธุ์ที่บ่มแล้ว มาตัดแบ่งเป็นชิ้น โดย 1 ชิ้นให้มี 3 ตา ขึ้นไป
3.ก่อนเพาะควรแช่ยากันเชื้อราประมาณ 20 นาที พักให้แห้ง
4.เตรียมแกลบดำผสมดินถุงในอัตรา 5:1 ผสมให้เข้ากัน
5.ใช้ถาดเพาะขนาด 60 หลุม นำแกลบดินที่เตรียมไว้เทลงในถาดเพาะให้พอดีหลุม
6.นำชิ้นพันธุ์ที่เตรียมไว้ ฝังลงในหลุมถาดเพาะให้ท่วมหัวพันธุ์
7.รดน้ำเช้า-เย็น
8.รอจนต้นกล้าอ่อนโตโดยให้มีขนาดความสูงของต้นประมาณ 5-10 ซม.


วิธีการปลูกแก่นตะวันและการดูแลรักษา
ตัดหัวแก่นตะวันเป็นชิ้นขนาดประมาณ ยาว 3-5 ซม. แล้วนำมาบ่มในแกลบดำชื้นเพื่อชักนำให้เกิดต้นอ่อน ประมาณ 1 สัปดาห์ นำต้นอ่อนมาปลูกให้ลึกประมาณ 1-2 เซนติเมตร ระยะปลูก 50 x 50 เซนติเมตร ขณะปลูกดินควรมีความชื้นสูง  โดยดินที่เหมาะสม คือ ดินร่วนปนทรายระบายน้ำดี
การกำจัดวัชพืชทำ 1-2 ครั้ง เมื่อต้นมีความสูงประมาณ 15 เซนติเมตร ควรใส่ปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 25 กก./ไร่ การเก็บเกี่ยวโดยใช้พลั่วขุด และถอนด้วยมือผลผลิตหัวสด ประมาณ 2-3 ตันต่อไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฤดูปลูก แหล่งปลูก และการจัดการผลิต


การให้น้ำ

การ ให้น้ำเป็นสิ่งจำเป็นมากในการปฏิบัติดูแลรักษา เพราะถ้าปล่อยให้ต้นแก่นตะวันขาดน้ำในช่วงแรกต้นแก่นตะวันจะโทรมแคระแกรนไม่ เจริญเติบโตและในที่สุดก็จะตาย โรคและแมลงเข้าทำลายได้ง่าย ระยะที่ปลูกใหม่ๆ ควรให้น้ำทุกวัน หลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์ ต้นแก่นตะวันตั้งตัวได้แล้ว การให้น้ำควรให้น้ำวันเว้นวัน แต่เมื่อแก่นตะวันโตแล้วจะต้องควบคุมการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับช่วงการเจริญเติบโตและสภาพทั่วๆไป เช่นในระยะที่ออกดอกจะต้องการน้ำน้อยเพื่อให้มีช่วงการสะสมอาหารและควรลด ปริมาณน้ำจากปกติเพื่อจะช่วยให้ต้นแก่นตะวันและหัวแก่เร็วขึ้นวิธีการให้ อยู่กับความเหมาะสม เช่น ระบบน้ำหยด และการให้น้ำระบบสปริงเกอร์

การกำจัดวัชพืช
การกำจัดวัชพืชทำ 1-2 ครั้ง เมื่อต้นมีความสูงประมาณ 15 เซนติเมตร ควรใส่ปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 25 กก./ไร่ การเก็บเกี่ยวโดยใช้พลั่วขุด และถอนด้วยมือผลผลิตหัวสด ประมาณ 2-3 ตันต่อไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฤดูปลูก แหล่งปลูก และการจัดการผลิต ควรมีการกำจัดวัชพืชอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้วัชพืชขึ้นรก โดยใช้คนเข้าไปถางหญ้าตามร่องของต้นแก่นตะวันและให้มีการพรวนดินพร้อมไปในตัวด้วย ไม่นิยมใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืชกับต้นแก่นตะวัน เพราะแก่นตะวันเป็นพืชที่มีระบบรากตื้นอาจจะได้รับอันตรายจากสารเคมีที่ใช้ กำจัดวัชพืช บางประเภทได้ และสารเคมีที่ใช้กำจัดวัชพืชอาจจะมีผลตกค้างไปถึงสัตว์ที่บริโภคหัวแก่นตะวัน

 โรคที่พบในแก่นตะวัน
1. โรครากเน่าโคนเน่า
ลักษณะอาการ โรคนี้เกิดจากเชื้อรา จะเกิดบริเวณโคนต้นใกล้ผิวดิน อาการเริ่มแรกหัวของแก่นตะวันจะเป็นจุดและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและเน่า ใบจะเหลืองซีดร่วงหล่น กิ่งเริ่มแห้งและตายในที่สุด
1.1  การป้องกัน
โดยการกำจัดวัชพืช บริเวณโคนต้นให้สะอาด และการปลูกควรปลูกให้มีระยะที่เหมาะสม เพื่อให้แสงแดดส่องถึงโคนต้น อย่าให้น้ำขังบริเวณโคนต้นเป็นเวลานานๆ



2. แมลงศัตรูของแก่น ตะวัน
2.1  เพลี้ยอ่อน
ทั้งตัวอ่อนและตัว เต็มวัยสามารถเข้าทำลายแก่นตะวัน โดยการดูดกินน้ำเลี้ยงยอดอ่อนและใบเมื่อเริ่มผลออกมาใหม่ ทำให้ใบหงิกงอไม่เจริญเติบโต จะพบระบาดมากเมื่อฝนทิ้งช่วงโดยมีมดเป็นพาหนะในการแพร่กระจาย
การเก็บเกี่ยว
การเก็บผลผลิตของ แก่นตะวันจะเริ่มเก็บได้เมื่อหัวมีอายุประมาณ 4 – 5  เดือน นับจากปลูก การเก็บเกี่ยวใช้วิธีการขุด

การปฏิบัติหลังการ เก็บเกี่ยว
หลังจากการขุดแล้วนำ มาทำความสะอาดโดยการล้างน้ำให้สะอาดและคัดขนาดของหัวใหญ่และเล็ก เสร็จแล้วนำไปผึ่งลมให้แห้ง ก็นำหัวยาไปบรรจุถุง เพื่อเก็บรักษาไว้เป็นหัวพันธุ์ต่อไป ซึ่งวิธีการเก็บก็สามารถทำได้โดยการเก็บไว้ในห้องเย็นที่อุณหภูมิ 4 – 10  องศา
การปลูกใน ฤดูฝนต้องใช้ระยะปลูกห่าง ประมาณ 70 x 50 เซ็นติเมตร แต่ฤดูแล้งอาจ จะใช้ระยะปลูกแคบขึ้น เนื่องจากจะมีการเจริญเติบโตน้อยกว่าฤดูฝน 50 x 30 เซนติเมตร
การปลูกจากหัวที่มีต้นอ่อน ดินต้องมีความชื้นดีมาก หลังปลูกดายหญ้ากำจัดวัชพืช 1-2 ครั้ง ตามความจำเป็น
การใส่ปุ๋ย 
ใส่ปุ๋ยพืชไร่ สูตร 15-15-15 อัตรา 25 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อมีอายุ 20-30 วันหลังปลูก ปัจจุบันยังไม่พบโรค และแมลงที่สำคัญของพืชนี้ พืชนี้จะ ออกดอกสีเหลืองอร่ามเต็มทุ่งจนอาจขนานนามว่า  “ทุ่งแก่นตะวันบาน” นับว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดีไม่แพ้ทุ่งทานตะวันเลยทีเดียวแต่การ ปลูกในฤดูหนาวราวเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม อาจไม่มีดอกถ้าปลูกในฤดูฝน พืชนี้จะเก็บเกี่ยวหัวเมื่ออายุประมาณ120-140 วันและสำหรับการปลูกใน ฤดูแล้งเก็บเกี่ยวผลผลิตที่อายุ100-110 วันโดยสังเกตพบว่า หัวขยายเต็มที่ ใช้วิธีขุด หรือถอนเก็บเกี่ยวหัว เพื่อการนำไปใช้ ประโยชน์ต่อไปมีศักยภาพในการให้ผลผลิต สูงโดยพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงสุด ให้ผลผลิต 2.5-2.8 ตันต่อไร่ ใช้เวลาปลูกเพียง 4 เดือนหากเปรียบเทียบ กับมันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตระดับเท่านี้ต้องให้เวลาการผลิต 10-12 เดือนแก่น ตะวันนับว่าเป็นพืชชนิดใหม่ของไทย ที่มีโอกาสพัฒนาไปเป็นพืชทางเลือกเป็นการค้าหรืออุตสาหกรรมในอนาคต

ถึงแม้ว่าพืชแก่นตะวันไม่ใช่พืชพื้นเมืองของประเทศไทย แต่ว่าเรานำเอาเข้ามาพัฒนาด้วยการศึกษาวิจัย ให้ผลผลิตแล้ว ก็มาพัฒนาเรื่องพันธุ์ของไทย เพื่อที่จะแนะนำเกษตรกรให้ปลูก สำหรับพืชนี้เป็นพืชที่อยู่ในเขตหนาวแต่ว่าเรานำเข้ามาแล้วทดสอบดูแล้วปรากฏ ว่ามีการปรับตัวได้ดีในเขตร้อน มีอายุสั้น ประมาณ 120 วัน ให้ผลผลิตสูงประมาณ 2 ถึง 3 ตัน ต่อไร่ เป็นพืชหัว เราสามารถนำเอาหัวมาใช้ประโยชน์ เป็นอาหารได้ทั้งคนและสัตว์  จัดว่าเป็นพืชสมุนไพร ทำอาหารได้หลากหลาย เช่น บริโภคสด  ทำเป็นอาหารคาว หวาน เพราะว่าในหัวมีสารสำคัญเรียกว่า อินโนริน เมื่อคนบริโภคเข้าไป จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้นโดยเฉพาะมีแบคทีเรียที่อยู่ในระบบลำ ไส้ที่มีประโยชน์ จะเจริญเติบโตดี เช่น แลคโตบาซิลัส ในขณะเดียวกันก็ทำให้แบคทีเรียตัวที่ก่อโรคมีการเจริญเติบโตต่ำ 


แก่นตะวัน ไม้ดอกประดับบ้าน พืชอาหารสมุนไพร
แก่นตะวันมีดอกบานเมื่ออายุประมาณ 2 เดือน และมีดอกทยอยบานอยู่ประมาณ 2 เดือน จึงเหมาะปลูกเป็นไม้กระถาง หรือแปลงปลูกในบ้านเพื่อใช้เป็นไม้ดอกไม้ประดับบ้านเรือนให้สวยงาม เมื่อต้นเริ่มแก่เก็บเกี่ยวล้างทำความสะอาดหัว ใส่ถุงพลาสติกเก็บไว้ในตู้เย็น สำหรับใช้รับประทานเพื่อสุขภาพ สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นาน 6-8 เดือน